ข่าวประชาสัมพันธ์

ไข้เลือดออก ภัยร้ายที่มากับยุงลาย

 

โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายที่มากับยุงลาย

 

รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ต้องอาศัยการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว เฝ้าระวังผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและให้การรักษาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกหรือมีภาวะเลือดออก ซึ่งบางครั้งอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าอายุของผู้ป่วยไข้เลือดออกจะเพิ่มขึ้น จากเดิมซึ่งมักพบในผู้ป่วยเด็กเล็ก มาเป็นเด็กโต วัยรุ่น และผู้ใหญ่อายุน้อย 

ไข้เลือดออกกับยุงลาย         

         โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกีซึ่งมี 4 ชนิด มียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีกัดคน จะปล่อยเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ยุงลายมักหากินในเวลากลางวันและออกไข่ในน้ำสะอาดที่ขังอยู่ในภาชนะภายในบ้านเรือนหรือในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

ผู้ป่วยไข้เลือดออกมีอาการอย่างไร

         อาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกที่สำคัญคือ ไข้สูงลอยนาน 3-7 วัน หน้าแดง ปวดเมื่อยตามตัว

ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ตับโตและกดเจ็บ และพบเลือดออกที่ผิวหนังและในกระเพาะอาหารได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีการรั่วของน้ำออกจากเส้นเลือด ทำให้มีภาวะเลือดข้นและเกิดอาการช็อกได้

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นไข้เลือดออก

          การวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกอาศัยอาการของผู้ป่วยร่วมกับผลการตรวจเลือด การตรวจนับเม็ดเลือดวันที่ 3-4 ของไข้จะพบจำนวนเม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดลดลง และอาจพบความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น การตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคไข้เลือดออกจริงมีหลายวิธี ที่นิยมใช้คือ การตรวจหาเอ็นเอส-1 การตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ และการตรวจด้วยวิธีพีซีอาร์  
 

ไข้เลือดออก รักษาอย่างไร

  1. การดูแลรักษาเบื้องต้น ผู้ป่วยไข้เลือดออกส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถให้การดูแลรักษาที่บ้านได้ ควรนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ทุก 1-2 วันเพื่อติดตามอาการ เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง และเพื่อการรักษาที่เหมาะสม การดูแลผู้ป่วยประกอบด้วย การลดไข้ด้วยการเช็ดตัวและกินยาลดไข้ รับประทานอาหารอ่อน และดื่มน้ำให้เพียงพอ ผู้ป่วยที่มีอาการโดยทั่วไปแย่ลงโดยเฉพาะเมื่อไข้ลดลง เช่น ซึม มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาเร็ว กระสับกระส่าย ปวดท้องรุนแรง อาเจียนเป็นเลือด ต้องรีบไปโรงพยาบาล
  2. การรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่ดื่มน้ำได้ไม่เพียงพอ ปวดท้องหรืออาเจียนมาก มีภาวะเลือดข้น มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือมีภาวะช็อก ควรรับไว้รักษาในโรงพยาบาล

ป้องกันไม่ให้เป็นไข้เลือดออกได้อย่างไร

         การป้องกันโรคไข้เลือดออกทำได้โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และในอนาคตอันใกล้จะมีการนำวัคซีนมาใช้ในการป้องกันโรคไข้เลือดออก
 

ติดตามและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

โรคมือเท้าปาก

 

โรคมือเท้าปาก

 

รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหลายชนิด ติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัสกับเชื้อโดยตรงจากตัวผู้ป่วยหรือจากเชื้อที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคมือเท้าปากที่มีความรุนแรงและมีการกล่าวถึงบ่อยคือ enterovirus 71 หรือเรียกย่อๆ ว่า EV 71 ซึ่งพบไม่บ่อยในประเทศไทย โรคนี้พบบ่อยในเด็กเล็กอายุ 1-5 ปี เป็นโรคที่พบอยู่เป็นประจำถิ่นในบ้านเราและมีการแพร่ระบาดเป็นครั้งคราวในสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนชั้นอนุบาล และโรงเรียนชั้นประถม ผู้ป่วยในประเทศไทยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง พบผู้ป่วยเสียชีวิตน้อยมาก โรคนี้พบไม่บ่อยในเด็กโตและผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กโตและผู้ใหญ่มักติดเชื้อดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วัยเด็กเล็ก โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

 

ทำไมสังคมไทยจึงเกิดความตื่นตระหนกเกี่ยวกับโรคมือเท้าปาก

ข่าวการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนมักสร้างความตื่นตระหนกให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองครูและสังคม เมื่อพบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียน โดยเฉพาะเมื่อมีการระบาดถึงขั้นต้องสั่งปิดสถานที่ดังกล่าวชั่วคราว ความตื่นตระหนกเพิ่มมากขึ้นอีกเมื่อมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ EV71 เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านและมีผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง 

 

อาการของผู้ป่วยที่ทำให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก

เมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากในสังคม ทำให้ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กเล็ก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์และเฝ้าดูอาการเจ็บป่วยของเด็กเล็กโดยใกล้ชิด การตรวจสุขภาพของเด็กโดยการวัดไข้ และตรวจหาตุ่มน้ำใสในช่องปาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้า และแยกผู้ป่วยออกจากเด็กอื่นหรือส่งกลับบ้าน เป็นมาตรการสำคัญที่นำมาใช้ในการควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด

ผู้ป่วยโรคมือเท้าปากจะมีอาการไข้เหมือนกับอาการไข้หวัดทั่วไป แต่จะมีอาการเจ็บในช่องปาก ตรวจพบตุ่มหรือแผลภายในช่องปาก และมักตรวจพบตุ่มน้ำใสที่บริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าร่วมด้วย

 

การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก

เนื่องจากผู้ป่วยโรคมือเท้าปากในประเทศไทยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง จึงไม่มีความจำเป็นต้องพบแพทย์ทุกราย พ่อแม่ผู้ปกครองและครูสามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเบื้องต้นที่บ้านและที่โรงเรียนได้ 

โรคมือเท้าปากไม่มียาที่ใช้ในการรักษาจำเพาะ การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการด้วยการให้ยาลดไข้ ยารักษาหวัด และยาทาตุ่มในช่องปากเพื่อลดอาการเจ็บ ควรดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ การดื่มน้ำเย็น อมน้ำแข็ง หรือกินไอศกรีม เพื่อในเกิดอาการชาในช่องปาก จะช่วยทำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้เพียงพอ ลดความจำเป็นในการรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำหรือน้ำเกลือทางหลอดเลือดได้

 

รู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยโรคมือเท้าปากอาจมีการรุนแรง

ผู้ป่วยโรคมือเท้าปากที่มีอาการซึ่งทำให้สงสัยว่าโรคอาจมีความรุนแรงคือ ผู้ป่วยที่มีไข้สูงอยู่นานหลายวัน มีอาการซึม มีอาการผิดปกติของการหายใจและการเต้นของหัวใจ หากมีอาการดังกล่าวต้องรีบพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคและการรักษาโดยเร็ว เพราะผู้ป่วยอาจมีความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองซึ่งได้แก่ภาวะแกนสมองอักเสบ ซึ่งแม้จะพบได้น้อยมาก แต่มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

 

ทำอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคมือเท้าปาก

การป้องกันโรคมือเท้าปากทำได้ยาก เนื่องจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคนี้มีการติดต่อจากผู้ป่วยไปยังเด็กคนอื่นได้ง่าย ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกัน การป้องกันที่สำคัญคือ การหลีกเลี่ยงในการพาเด็กเล็กเข้าไปในที่ชุมชนโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือโรงพยาบาล และหลีกเลี่ยงการส่งเด็กไปฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็กโดยไม่จำเป็นหรือก่อนวัยอันควร 

ผู้ป่วยโรคมือเท้าปากควรได้รับการแยกออกจากเด็กคนอื่นโดยให้หยุดพักอยู่ที่บ้าน การปิดสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานศึกษาชั่วคราวกรณีพบผู้ป่วยหลายๆ คน มีความจำเป็นในการควบคุมโรค ควรทำความสะอาดห้องต่างๆ ภายในอาคารและทำความสะอาดของเล่นเด็ก รณรงค์ให้เด็กและผู้ใหญ่ที่ทำงานกับเด็กล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังจากการสัมผัสของเล่น  

เช่นเดียวกับโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจทั่วไป เด็กที่เป็นไข้ เป็นไข้หวัด หรือเด็กที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก ควรล้างมือบ่อยๆ และสวมหน้ากากอนามัย

IPD ภัยร้ายในเด็กและผู้สูงวัย

 

ไอพีดี... ภัยร้ายในเด็กและผู้สูงวัย

รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไอพีดี(IPD, invasive pneumococcal disease) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง ประกอบด้วยโรคสำคัญสองโรคได้แก่ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคติดเชื้อในกระแสเลือด บางครั้งอาจรวมถึงโรคปอดบวมที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วย นอกจากนี้เชื้อนิวโมคอคคัสยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหูชั้นกลางอักเสบและโรคไซนัสอักเสบอีกด้วย

 

อ่านเพิ่มเติม...

ปอดบวมกับลูกน้อย

รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
“โรคปอดบวม” หรือบางคนเรียกว่าปอดอักเสบ ปอดติดเชื้อ หรือปอดชื้น เป็นการติดเชื้อของถุงลมซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ล่างสุดของระบบทางเดินหายใจ โรคปอดบวมมักพบตามหลังไข้หวัดที่หลายคนอาจใช้คำว่า “หวัดลงปอด” พบได้บ่อยในเด็กสองวัยคือ ช่วงอายุ 3 เดือน - 2 ขวบ และเมื่อเด็กเข้าโรงเรียน ช่วงแรกเป็นช่วงที่ร่างกายของเด็กไม่แข็งแรงนักเนื่องจากภูมิคุ้มกันจากแม่ที่ส่งผ่านรกมายังเด็กตั้งแต่แรกคลอดค่อยๆ ลดต่ำลงจนถึงระดับต่ำสุดเมื่อเด็กอายุ 3-4 เดือน ทำให้เด็กเริ่มป่วยเป็นไข้และเป็นหวัดได้บ่อย กว่าเด็กจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้เพียงพอในการป้องกันโรคได้ต้องรอจนถึงอายุประมาณขวบครึ่งถึงสองขวบซึ่งจะทำให้เด็กเจ็บป่วยลดลง ส่วนช่วงที่สองเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันของเด็กมีความสมบูรณ์ แต่สิ่งแวดล้อมที่สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนมีเชื้อโรคอยู่รอบตัว ทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องป่วยจากการเป็นหวัดบ่อยๆ กว่าร่างกายของเด็กจะปรับตัวและไม่ค่อยเจ็บป่วยอาจต้องรอจนกว่าเด็กจะเติบโตถึงวัยประถม เมื่อเด็กป่วยเป็นไข้หวัดมีโอกาสที่เชื้อจะลุกลามไปยังถุงลมและทำให้เกิดโรคปอดบวมได้หากสุขภาพของเด็กอ่อนแอหรือเชื้อโรคมีความรุนแรง

อะไรคือสาเหตุของโรคปอดบวมในเด็ก

โรคปอดบวมในเด็กมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่เชื้อแบคทีเรียมักเข้ามาซ้ำเติมภายหลัง เช่น หลังติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อาจมีเชื้อแบคทีเรียไอพีดีตามมา กรณีที่เด็กมีอาการไอเป็นเวลานานเกินสองสัปดาห์ พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาการดังกล่าวอาจมีสาเหตุจากเชื้อโรคที่ไม่ธรรมดาอย่างเชื้อมัยโคพลาสม่า เชื้อไอกรน หรือแม้แต่เชื้อวัณโรค ซึ่งต้องการการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมจากแพทย์
 

รู้ได้อย่างไรว่าเด็กเป็นโรคปอดบวม

เด็กที่เป็นโรคปอดบวมมักมีอาการของไข้หวัดนำมาก่อน จากนั้นจะมีอาการไอมาก มีเสมหะ ไข้สูงขึ้น และหายใจติดขัด หายใจเร็ว หายใจแรง หรือหายใจเหนื่อยหอบตามมา ซึ่งหากเด็กมีอาการหายใจเหนื่อยหอบไม่ควรดูแลรักษาเองที่บ้าน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและเพื่อการรักษาที่เหมาะสม
 

ดูแลรักษาเด็กที่เป็นโรคปอดบวมได้อย่างไร

การดูรักษาเด็กที่ป่วยเป็นโรคปอดบวม หากอาการไม่รุนแรง แพทย์อาจให้ดูแลรักษาที่บ้านได้ โดยแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ กินยาตามอาการ ได้แก่ยาลดไข้ ยาขับเสมหะ ควรหลีกเลี่ยงยาลดน้ำมูก เพราะอาจทำให้เสมหะเหนียว ส่งผลให้เด็กไอเพิ่มขึ้น แพทย์จะนัดเด็กมาติดตามอาการเป็นระยะๆ จนอาการหายเป็นปกติ แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการแย่ลง มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะรับเด็กไว้รักษาในโรงพยาบาล 
กรณีที่รับผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคปอดบวมไว้รักษาในโรงพยาบาล แพทย์จะพิจารณาให้ออกซิเจน ให้น้ำเกลือ พ่นยาขยายหลอดลม ให้ยาปฏิชีวนะกรณีสาเหตุของโรคอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยทั่วไปโรคปอดบวมจากเชื้อไวรัสไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ใช้การรักษาตามอาการเป็นหลัก ยกเว้นกรณีโรคปอดบวมเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อของยาโอเซตามีเวียร์
 

ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคปอดบวม

โรคปอดบวมสามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ชุมชนซึ่งมีผู้คนและเด็กจำนวนมากโดยไม่จำเป็น เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ผู้ที่มีอาการของไข้หวัดควรสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และปิดปากเวลาไอจาม ซึ่งจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปยังคนอื่นๆ ได้ 
เด็กที่เป็นไข้หวัดควรได้รับการดูแลรักษาเบื้องต้นที่เหมาะสม โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ เช็ดตัวลดไข้ และกินยาตามอาการ เพื่อลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยเฉพาะโรคปอดบวม 
เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคปอดบวมบางชนิดสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนไอพีดี วัคซีนหัด วัคซีนไอกรน

รับมืออย่างไรกับ “โรคมือเท้าปาก”


รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหลายชนิด ติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัสกับเชื้อโดยตรงจากตัวผู้ป่วยหรือจากเชื้อที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคมือเท้าปากที่มีความรุนแรงและมีการกล่าวถึงบ่อยคือ enterovirus 71 หรือเรียกย่อๆ ว่า EV 71 ซึ่งพบน้อยในประเทศไทย โรคนี้พบบ่อยในเด็กเล็กอายุ 1-5 ปี เป็นโรคที่พบอยู่เป็นประจำถิ่นในบ้านเราและมีการแพร่ระบาดเป็นครั้งคราวในสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนชั้นอนุบาล และโรงเรียนชั้นประถม ผู้ป่วยในประเทศไทยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง พบผู้ป่วยเสียชีวิตน้อยมาก โรคนี้พบไม่บ่อยในเด็กโตและผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กโตและผู้ใหญ่มักติดเชื้อดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วัยเด็กเล็ก โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย
 

ทำไมสังคมไทยจึงเกิดความตื่นตระหนกเกี่ยวกับโรคมือเท้าปาก

ข่าวการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนมักสร้างความตื่นตระหนกให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองครูและสังคม เมื่อพบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียน โดยเฉพาะเมื่อมีการระบาดถึงขั้นต้องสั่งปิดสถานที่ดังกล่าวชั่วคราว ความตื่นตระหนกเพิ่มมากขึ้นอีกเมื่อมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ EV71 เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านและมีผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง 
 
อาการของผู้ป่วยที่ทำให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก
เมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากในสังคม ทำให้ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กเล็ก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์และเฝ้าดูอาการเจ็บป่วยของเด็กเล็กโดยใกล้ชิด การตรวจสุขภาพของเด็กโดยการวัดไข้ และตรวจหาตุ่มน้ำใสในช่องปาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้า และแยกผู้ป่วยออกจากเด็กอื่นหรือส่งกลับบ้าน เป็นมาตรการสำคัญที่นำมาใช้ในการควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด
ผู้ป่วยโรคมือเท้าปากจะมีอาการไข้เหมือนกับอาการไข้หวัดทั่วไป แต่จะมีอาการเจ็บในช่องปาก ตรวจพบตุ่มหรือแผลภายในช่องปาก และมักตรวจพบตุ่มน้ำใสที่บริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าร่วมด้วย
 

การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก

ผู้ป่วยโรคมือเท้าปากในประเทศไทยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ทุกราย พ่อแม่ผู้ปกครองและครูสามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเบื้องต้นที่บ้านและที่โรงเรียนได้ 
โรคมือเท้าปากไม่มียาที่ใช้ในการรักษาจำเพาะ การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการด้วยการให้ยาลดไข้ ยารักษาหวัด และยาทาตุ่มในช่องปากเพื่อลดอาการเจ็บ ควรดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ การดื่มน้ำเย็น อมน้ำแข็ง หรือกินไอศกรีม เพื่อในเกิดอาการชาในช่องปาก จะช่วยทำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้เพียงพอ ลดโอกาสในการต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำหรือน้ำเกลือทางหลอดเลือดได้มาก
 

รู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยโรคมือเท้าปากอาจมีการรุนแรง

ผู้ป่วยโรคมือเท้าปากที่มีอาการซึ่งทำให้สงสัยว่าโรคอาจมีความรุนแรงคือ ผู้ป่วยที่มีไข้สูงอยู่นานหลายวัน มีอาการซึม มีอาการผิดปกติของการหายใจและการเต้นของหัวใจ หากมีอาการดังกล่าวต้องรีบพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคและการรักษาโดยเร็ว เพราะผู้ป่วยอาจมีความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองซึ่งได้แก่ภาวะแกนสมองอักเสบ ซึ่งแม้จะพบได้น้อยมาก แต่มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
 

ทำอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคมือเท้าปาก

การป้องกันโรคมือเท้าปากทำได้ยาก เนื่องจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคนี้มีการติดต่อจากผู้ป่วยไปยังเด็กคนอื่นได้ง่าย ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกัน การป้องกันที่สำคัญคือ การหลีกเลี่ยงในการพาเด็กเล็กเข้าไปในที่ชุมชนโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือโรงพยาบาล และหลีกเลี่ยงการส่งเด็กไปฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็กโดยไม่จำเป็นหรือก่อนวัยอันควร 
ผู้ป่วยโรคมือเท้าปากควรได้รับการแยกออกจากเด็กคนอื่นโดยให้หยุดพักอยู่ที่บ้าน การปิดสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานศึกษาชั่วคราวกรณีพบผู้ป่วยหลายๆ คน มีความจำเป็นในการควบคุมโรค ควรทำความสะอาดห้องต่างๆ ภายในอาคารและทำความสะอาดของเล่นเด็ก รณรงค์ให้เด็กและผู้ใหญ่ที่ทำงานกับเด็กล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังจากการสัมผัสของเล่น  
เช่นเดียวกับโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจทั่วไป เด็กที่เป็นไข้ เป็นไข้หวัด หรือเด็กที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก ควรล้างมือบ่อยๆ และสวมหน้ากากอนามัย

หน้า 1 จาก 2